Brand ไม่ดึงใจลูกค้าอีกต่อไป เพราะลูกค้าใช้ “อารมณ์” มากกว่า “เหตุผล”

ลูกค้า

Hilights

  • เมื่อการตัดสินใจซื้อของ ลูกค้า  “อารมณ์”  มาก่อน  “เหตุผล”  เสมอคุณต้องสร้างแบรนด์ให้ ลูกค้า เกิดอารมณ์อยากได้สินค้าของคุณโดยที่พวกเขาจะใช้เหตุผลน้อยที่สุด
  • เพราะตอนนี้อยู่ในยุคที่ลูกค้า  Disloyalty  และคำว่า  Brand Loyalty   จะไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป   แบรนด์ต้องบอกในสิ่งที่ลูกค้าอยากรู้และให้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ได้
  • ถ้าอยากให้แบรนด์เป็นที่จดจำและถูกเลือกจากลูกค้า   ต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่าแบรนด์ของคุณมีความมุ่งหวังอย่างไร ?  ( Brand Mission )  และแบรนด์ของคุณมีความแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร ?   ที่จะดึงใจลูกค้าให้เข้าหาคุณในตอนนี้

ผมมีคำถามที่อยากลองถามทุกคนดูครับว่า   ตอนนี้พวกคุณคิดว่าลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการจาก  “อารมณ์”  หรือ  “เหตุผล”  มากกว่ากันครับ ?

          หากคุณลองสังเกตดี ๆ   แล้วคุณจะได้คำตอบของคำถามนี้ไม่ยากเลยล่ะครับ  ง่าย ๆ   ไม่ต้องมองไปถึงลูกค้าก็ได้   คุณแค่ลองสังเกตตัวเองเวลาซื้อของหรือใช้บริการต่าง ๆ   ในชีวิตประจำของคุณดูก็จะรู้คำตอบครับว่า   คนเรามักใช้  “อารมณ์”  มาก่อน  “เหตุผล”  เสมอ

          ผมจะลองยกตัวอย่างให้คุณคิดตามแบบง่าย ๆ   นะครับ   เวลาที่คุณอยากได้ของสักชิ้นหนึ่ง   เช่น   รองเท้าแล้วกันครับ   คุณเห็นรองเท้ารุ่นหนึ่งออกมาใหม่เลยเห็นปุ๊บคือใช่อะ   ต้องได้ของมันต้องมีแล้ว   ( อันนี้คือเรียกว่าเกิดอารมณ์อยากได้แล้ว )   พอมีความอยากได้แล้วต่อไปคุณก็หาร้านที่ขายรองเท้ารุ่นนี้   ดูราคา   ดูสี   ดูดีเทลต่าง ๆ   มาหมดแล้ว   แต่ก็มาคิดได้ว่าตอนนี้มีรองเท้าหลายคู่แล้วนะ   ถ้าซื้อมาอีกมันจำเป็นไหม ?   ราคาเท่านี้มันสมควรซื้อหรือเปล่า ?   พอซื้อมาแล้วเดือนนี้ต้องลำบากหน่อยนะกว่าจะถึงสิ้นเดือน   เหตุผลบลา ๆ ๆ   เริ่มผุดขึ้นมาในหัว   แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะซื้อรองเท้าคู่นั้นมาเพราะอารมณ์อยากได้อยู่ดี   ซึ่งผมเป็นบ่อยมาก ๆ   ถ้าอยากได้ก็คือต้องได้   สุดท้ายเหตุผลก็ต้องแพ้อารมณ์เสมอแหละครับ

          ซึ่งการทำการตลาดในยุคนี้มันมีความยากและซับซ้อนมากขึ้น   เพราะตอนนี้อยู่ในยุคที่ลูกค้า Disloyalty และคำว่า Brand Loyalty จะไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป   จากทางเลือกที่เกิดขึ้นมากมายแถมพฤติกรรมผู้บริโภคมีนิสัยชอบเปลี่ยน   ชอบลองของใหม่อยู่ตลอดเวลา   รวมไปถึงตอนนี้แต่ละแบรนด์ต่างปล่อยโปรโมชั่นและข้อเสนอดี ๆ   ออกมาดึงใจลูกค้ากันอย่างหนักหน่วงเลยทีเดียว

          ดังนั้นคุณต้องไม่ลืมว่า   แบรนด์ต้องบอกในสิ่งที่ลูกค้าอยากรู้   ให้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่มัวแต่พูดแต่เรื่องแบรนด์ตัวเองจนไม่มีใครอยากฟัง   ต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่าแบรนด์ของคุณมีความมุ่งหวังอย่างไร ?   ( Brand Mission ) และแบรนด์ของคุณมีความแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร ?

 

ผมจะยกตัวอย่าง  Brand Mission  ที่หลายคนคงจะรู้จักกันดีให้เห็นภาพกันอย่างง่าย ๆ นะครับ

         ไม่มีใครคงไม่รู้จัก   Google   และผมเชื่อว่าหลาย ๆ   คนคงจะเคยใช้กูเกิลในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการอยู่บ่อย ๆ  เหมือนผม   ซึ่ง  Mission  ของ  Google   ก็คือ   “To organize the world’s information and make it universally accessible and useful.”   กูเกิลมุ่งมั่นที่จะช่วยจัดการข้อมูลของโลก   และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ 

        เห็นไหมครับว่าพอเราอ่านประโยคนี้จบ   เราก็สามารถรู้ได้ทันทีถึงสิ่งที่แบรนด์กำลังเป็นอยู่ รวมไปถึงสินค้าและบริการต่าง ๆ   ของกูเกิลที่แทรกตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา   บนความมุ่งมั่นที่จะช่วยจัดการข้อมูลให้สะดวกและใคร ๆ   ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลของกูเกิลได้อย่าง่าย ๆ   นั่นเองครับ

       หรืออย่าง  Grab  ที่มี  Mission statement  คือ  “Forward Together”  นั้นคือ   ความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ผู้คนเกิดความสะดวกสบาย  ในทุก ๆ   เรื่องของชีวิตประจำวัน ทำให้  Grab  เป็นมากกว่าแค่การเดินทางและการขนส่ง 

          ซึ่งมันเริ่มต้นจากที่  แอนโทนี ตัน  และ  ฮุย ลิงตัน  ผู้ก่อตั้ง  Grab  เห็นถึงปัญหาที่ผู้บริโภคต้องเจอเมื่อเวลาเรียกแท็กซี่แล้วถูกโดนปฏิเสธด้วยข้ออ้างต่าง ๆ   พวกเขาจึงคิดสร้างระบบแพลตฟอร์มแอพพริเคชั่นที่มีระบบเรียกรถแท็กซี่ขึ้นมา   และได้ต่อยอดให้มีบริการอื่น ๆ  เพิ่มขึ้น  เช่น  การสั่งอาหาร  การส่งของ  และบริการสั่งจองสินค้าขึ้นมา   เพื่อตอบสนองความสะดวกของผู้บริโภคตาม  Brand Mission  แบบสุด ๆ   ไปเลยครับ

          เมื่อคุณมี  Brand Mission  เป็นของตัวเองแล้วสิ่งต่อไปที่ต้องตอบให้ได้คือ แล้วแบรนด์ของคุณแตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร ? ที่จะดึงดูดให้ลูกค้าเกิดอารมณ์ต้องการสินค้าของพวกคุณโดยใช้เหตุผลในการตัดสินใจให้น้อยที่สุด   เช่น

  • แตกต่างในเรื่องของคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการที่ลูกค้าวสามารถจับต้องได้
  • แตกต่างในเรื่องของภาพลักษณ์   ราคา   กระบวนการให้บริการ รวมไปถึงการตกแต่ง   การออกแบบ   บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ   ให้ไม่เหมือนแบรนด์อื่นและไม่เคยมีใครทำมาก่อน
  • แตกต่างในเรื่องของอารมณ์   ความรู้สึก   ที่สะท้อนบุคลิกของแบรนด์ที่สื่อออกไปให้กับผู้บริโภครับรู้   ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องราว   ความเป็นมา   หรือกระบวนผลิตที่พิเศษจากแบรนด์อื่น

         ในยุคนี้การจะทำให้ลูกค้าจดจำคุณได้มันยากครับ   ต่างคนก็ต่างแข่งกันงัดของดีของแบรนด์ตัวเองออกมาโชว์เพื่อดึงใจลูกค้ากันทั้งนั้น   ถ้าคุณอยากให้แบรนด์เป็นที่จดจำและโดนเด่นจากแบรนด์อื่นสิ่งที่คุณต้องทำคือ   คุณต้องสร้างแบรนด์ให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนและแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้ตรงกับความรู้สึกที่พวกเขาต้องการ   ในราคาที่สามารถเอื้อมถึง บนภาพลักษณ์ที่ดีและมีแรงดึงดูดใจจนพวกเขาใช้อารมณ์มาก่อนเหตุผลในการตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณให้ได้

          และที่สำคัญคุณต้องให้เวลากับการสื่อสารแบรนด์ของคุณให้มากพอเพราะบางอย่าง   มันต้องใช้เวลาที่ต้องสื่อสารกับลูกค้ากว่าจะเป็นที่รู้จัก   และสร้างความเชื่อถือเชื่อมั่นให้กับลูกค้าบนตลาดจนพวกเขายอมจ่ายเงินให้กับคุณได้   คุณไม่จำเป็นต้องใจร้อนเกินไปแต่ก็อย่าใจเย็นมากไปเช่นกัน   เพราะคู่แข่งมันมีมากจนคุณนึกไม่ถึงเลยทีเดียว   ดังนั้นควรวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ให้ดีและสัมพันธ์กับงบประมาณและเทรนด์การรับสารของลูดค้าด้วยนะครับ

อ่านจบมาเสริมความรู้กันต่อที่  เทคนิคปรับเว็บไซต์เพิ่มยอดขาย “ด้วยการรู้ใจลูกค้า” (Personalization)

ติดตามเรื่องราวของการตลาดออนไลน์ได้ในช่องทางต่อไปนี้

Web site : https://www.adsidea.net

Facebook : Adsidea ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ สร้างยอดขายง่ายนิดเดียว

Line : http://line.me/ti/p/%40adsidea